บทความทั้งหมด

ตลาดที่อยู่อาศัยไทยปี 2569: ฟื้นแบบเลือกตลาด ผู้ซื้อและผู้ขายควรรู้อะไร

05/10/2026 อรรถพล

อัปเดต ณ 5 ตุลาคม 2569 ตลาดที่อยู่อาศัยไทยกำลังฟื้นตัว แต่เป็นการฟื้นแบบแยกส่วน ไม่ได้ดีขึ้นพร้อมกันทุกประเภททรัพย์ ทุกระดับราคา หรือทุกทำเล ผู้ที่กำลังซื้อ ขาย หรือลงทุนจึงควรดูข้อมูลจริงของตลาดย่อย มากกว่าตัดสินจากคำว่า ‘ตลาดขึ้น’ หรือ ‘ตลาดลง’ เพียงอย่างเดียว

ภาพรวม: ยอดโอนดีขึ้น แต่อุปทานใหม่ยังระมัดระวัง

ข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ไตรมาส 2 ปี 2569 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีจำนวน 95,082 หน่วย เพิ่มขึ้น 22.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่า 242,657 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.5% ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่เพิ่มขึ้น 18.4%

ในด้านอุปทาน จำนวนหน่วยที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั่วประเทศลดลง 34.6% และใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยลดลง 4.0% สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังระวังการเปิดโครงการใหม่ แม้อุปสงค์และการโอนเริ่มดีขึ้น

กรุงเทพฯ–ปริมณฑล: คอนโดฟื้น แต่บ้านจัดสรรยังใช้เวลาระบาย

ผลสำรวจตลาดโครงการที่อยู่อาศัยไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า ยอดขายใหม่ในกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑลเพิ่มขึ้น 2.6% โดยตลาดอาคารชุดเพิ่มขึ้น 19.5% ขณะที่บ้านจัดสรรลดลง 11.4%

อัตราดูดซับของอาคารชุดอยู่ที่ประมาณ 2.4% ต่อเดือน และคาดว่าจะใช้เวลาระบายอุปทานคงเหลือราว 39 เดือน ส่วนบ้านจัดสรรมีอัตราดูดซับประมาณ 1.4% ต่อเดือน และอาจใช้เวลาระบายถึง 67 เดือน ตัวเลขนี้ชี้ว่าการตั้งราคาให้สอดคล้องกับกำลังซื้อและการแข่งขันในทำเลจริงมีความสำคัญมาก

มาตรการช่วยตลาด แต่ไม่ได้แปลว่ากู้ผ่านทุกคน

ธนาคารแห่งประเทศไทยขยายเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการขอสินเชื่อและการวางเงินดาวน์ อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังพิจารณารายได้ ภาระหนี้ และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้เป็นรายกรณี ผู้ซื้อจึงควรประเมินวงเงินกู้จริงก่อนวางเงินจองหรือทำสัญญา

สิ่งที่ผู้ซื้อควรทำ

  • ขอประเมินสินเชื่อเบื้องต้นก่อนเลือกทรัพย์ เพื่อทราบงบที่ซื้อได้จริงและลดความเสี่ยงเสียเงินจอง
  • เปรียบเทียบทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง เพราะตลาดมือสองอาจให้พื้นที่และทำเลที่คุ้มค่ากว่าในงบเดียวกัน
  • ตรวจต้นทุนทั้งหมด เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมแซม ค่าโอน ภาษี และค่าเดินทาง ไม่ดูเฉพาะราคาขาย
  • ตรวจเอกสารและสภาพทรัพย์ โดยเฉพาะกรรมสิทธิ์ ภาระผูกพัน ทางเข้าออก แนวเขต และข้อจำกัดการใช้ประโยชน์

สิ่งที่ผู้ขายควรทำ

  • ตั้งราคาจากทรัพย์ที่แข่งขันกันจริง ไม่ยึดเฉพาะราคาประกาศ เพราะราคาปิดการขายอาจต่างกัน
  • เตรียมข้อมูลให้ครบ ทั้งพื้นที่ เอกสารสิทธิ์ จุดเด่น ข้อจำกัด รูปภาพ และค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ซื้อตัดสินใจเร็วขึ้น
  • เลือกกลุ่มลูกค้าให้ตรงทรัพย์ คอนโดใกล้รถไฟฟ้า บ้านสำหรับอยู่อาศัยจริง และทรัพย์มือสองแต่ละกลุ่มใช้ข้อความและช่องทางขายต่างกัน
  • เผื่อเวลาขาย โดยเฉพาะบ้านจัดสรรหรือทรัพย์ที่มีคู่แข่งมาก การตั้งราคาเกินตลาดอาจทำให้ระยะเวลาขายยาวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

มุมมองสำหรับนักลงทุน

ตลาดปี 2569 ไม่เหมาะกับการซื้อเพราะเชื่อว่าราคาจะขึ้นเหมือนกันทุกทำเล ควรพิจารณารายได้ค่าเช่าหลังหักห้องว่างและค่าใช้จ่าย สภาพคล่องในการขายต่อ อุปทานแข่งขัน และความต้องการใช้งานจริงของพื้นที่ ทำเลที่เชื่อมระบบราง แหล่งงาน โรงพยาบาล สถานศึกษา หรือศูนย์โลจิสติกส์อาจมีโอกาส แต่ต้องตรวจระดับราคาและอัตราดูดซับเป็นรายพื้นที่

สรุป

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังฟื้นตัวภายใต้อุปทานใหม่ที่ระมัดระวัง กำลังซื้อที่เลือกมากขึ้น และสินเชื่อที่ยังพิจารณาเข้มงวด โอกาสจึงอยู่ที่การเลือกทรัพย์ให้ตรงความต้องการจริง ตั้งราคาเหมาะสม และตรวจข้อมูลก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่การคาดเดาทิศทางตลาดเพียงอย่างเดียว

แหล่งข้อมูล

  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC), สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ไตรมาส 2 และครึ่งแรกปี 2569: https://www.reic.or.th/Activities/PressRelease/295
  • REIC, ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ–ปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2569: https://www.reic.or.th/Activities/PressRelease/292
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย, การต่ออายุมาตรการผ่อนคลาย LTV ถึง 30 มิถุนายน 2570: https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260514.html

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน กฎหมาย หรือการลงทุน ผู้สนใจควรตรวจข้อมูลทรัพย์ เงื่อนไขสินเชื่อ และข้อกำหนดล่าสุดก่อนตัดสินใจ